นักลงทุน คือ ความเสี่ยง
การลงทุนคือความเสี่ยง นี่คือคำตอบ ของเสียงส่วนใหญ่ของผู้อยู่นอกตลาด และนอกการลงทุน เป็นเสียงของผู้ต้องการความมั่นคง แต่เป็นความมั่นคงของรายได้ประจำ หรือรายได้จากการฝากเงินไว้กับธนาคาร ผู้ให้ดอกเบี้ย ต่ำกว่าเงินเฟ้อตลอด (ไม่ว่าจะดอกเบี้ยสูงเพียงใด ก็ยังต่ำกว่าเงินเฟ้อเสมอ ไม่งั้นธนาคารจะอยู่ได้อย่างไร จริงมั้ยครับ) ซึ่งเป็นสิ่งกัดกร่อนมูลค่าเงินของพวกเรา
การลงทุนคือความเสี่ยง ซึ่งจริงๆแล้ว การลงทุนไม่ใช่ความเสี่ยง แต่ที่สิ่งเสี่ยงเอง คือตัวนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนบางคน ลงทุนแบบนักพนัน แบบนักเก็งกำไร ลงทุนแบบที่คิดว่าตัวเองเป็นนักลงทุน เพราะมองว่าตัวเองลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ถือว่าเป็นการลงทุน แต่อย่าลืมว่า หลักทรัพย์ ไม่ใช่สินทรัพย์ เนื่องจาก หลักทรัพย์ที่ลงทุน อาจจะก่อให้เกิดสินทรัพย์ ก็ได้ ถ้าหากเราลงทุนและได้ผลตอบแทนออกมา แต่หลักทรัพย์ ก็ยังเป็นได้ทั้งหนี้สิน ที่เราลงทุนในหลักทรัพย์แล้ว เราขาดทุนออกมา นี่แหละเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วๆ ไปไม่เข้าใจ
การขาดเงินทุนทรัพย์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เท่ากับ การขาดเวลาในการศึกษาการลงทุน นักลงทุนที่คิดว่าตัวเองมีเวลาในการลงทุน โดยจดๆ จ้องๆ หน้าจอ ผ่านการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละวัน ในแต่ละชั่วโมง หรือแม้แต่ ในแต่ละวินาที ก็จะเป็นความเสี่ยงของตัวนักลงทุนเอง ซึ่งพวกเราต้องอย่าลืมว่า เราสามารถนำเวลาในการมอนิเตอร์หน้าจอ หันไปศึกษาข้อมูลการลงทุน เพื่อรอโอกาสในการลงทุน นั่นแหละคือความไม่เสี่ยง ในการลงทุน
Blog Share Super Stock เป็นบล๊อกสำหรับแบ่งปันและวิเคราะห์หุ้นที่น่าสนใจ แชร์ความรู้ แชร์ประสบการณ์การลงทุน สำหรับมือใหม่ และมือเก่า
ค้นหาบล็อกนี้
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554
นักลงทุน คือ ความเสี่ยง
ป้ายกำกับ:
การลงทุน,
นักลงทุน คือ ความเสี่ยง
วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เริ่มต้นกับหุ้นกลุ่มพลังงาน ตอนที่ 1
เริ่มต้นกับหุ้นกลุ่มพลังงาน ตอนที่ 1
Value ของกลุ่มพลังงานจะอยู่ประมาณ 80% ของตลาดหุ้นในประเทศไทย ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น
1. น้ำมัน ยังแบ่งออกเป็น
ค่าการกลั่น คือ ค่ากำไรของการกลั่นน้ำมันดิบ เป็นน้ำมันสำเร็จรูป ยิ่งสูง (ได้จำนวนเยอะๆ ) แสดงว่ากำไรยิ่งสูง
2.ถ่านหิน ยังแบ่งออกเป็น
3. กลุ่มแปรรูป เช่น gunkul ,ai
4. พวกสาธารณูปโภค เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า , น้ำประปา
ใช้ DCF กับ EBITDA ในการเลือกหุ้น และวิเคราะห์มูลค่า
Value ของกลุ่มพลังงานจะอยู่ประมาณ 80% ของตลาดหุ้นในประเทศไทย ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น
1. น้ำมัน ยังแบ่งออกเป็น
- ต้นน้ำ = สำรวจและค้นหา( pttep เจ้าเดียว )
- ผลิต = โรงกลั่น ( top, irpc, bcp, esso ฯลฯ )
การกลั่นยังแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ โรงกลั่นแบบธรรมดา ( bcp ) กับ โรงกลั่นแบบ complex ( top ) ซึ่งการกลั่นแบบ complex จะสามารถกลั่นน้ำมันดิบ มาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้มากกว่า เนื่องจากสามารถนำกากที่เหลือมากลั่นเพิ่มได้ จึงทำให้ยอดผลผลิตสูงกว่า
ค่าการกลั่น คือ ค่ากำไรของการกลั่นน้ำมันดิบ เป็นน้ำมันสำเร็จรูป ยิ่งสูง (ได้จำนวนเยอะๆ ) แสดงว่ากำไรยิ่งสูง
2.ถ่านหิน ยังแบ่งออกเป็น
- มีเหมืองของตัวเอง = banpu , lanna
- นำเข้าเป็นหลัก = age, earth, ums
3. กลุ่มแปรรูป เช่น gunkul ,ai
4. พวกสาธารณูปโภค เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า , น้ำประปา
ใช้ DCF กับ EBITDA ในการเลือกหุ้น และวิเคราะห์มูลค่า
ป้ายกำกับ:
ค่าการกลั่น,
เริ่มต้นกับหุ้นกลุ่มพลังงาน ตอนที่ 1,
age,
banpu,
earth,
lanna,
pttep,
spread,
ums
วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Nim = Net interest margin ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ กับ หุ้นธนาคาร
Nim = Net interest margin ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ กับ หุ้นธนาคาร
รายได้หลักของธนาคาร คือ Nim = Net interest margin = ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ
ธนาคาไหนมีเยอะ แสดงว่ากำไรน่าจะสูง เท่ากับปล่อยสินเชื่อสูง แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าสินเชื่อที่ปล่อยเป็นการให้สำหรับลูกค้าชั้นดีหรือไม่
และการปล่อยสินเชื่อจะ peek มากๆ ในไตรมาส 4 เนื่องจากช่วงนั้นจะเป็นช่วง build การปล่อยสินเชื่อเพื่อเร่งผลิต เร่งยอดขาย ของแต่ละอุตสาหกรรมสำหรับปีหน้า ดังนั้นการเลือกหุ้นธนาคารในช่วงนั้นก็น่าสนใจ และแถมปลายปี (ปลายปีจริงๆ แถวๆ เกือบๆ ปีใหม่) ช่วงนั้นยังมีเงินลงทุนพวกกองทุน LTF ,RTF เข้ามาอีก ยิ่งทำให้น่าสนใจสำหรับการลงทุนในกลุ่มนี้
ซึ่งรายได้อีกส่วนหนึ่งของธนาคารก็คือเรื่องค่าธรรมเนียม ซึ่งเราสามารถตัดเรื่องค่าธรรมเนียมไปได้เลย เพราะเป็นส่วนที่น้อยนิด แต่ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกันที่ธนาคารเป็นคนขาย เนื่องจากจะได้เรื่อยๆ
ดังนั้นเลือกหุ้นธนาคาร ควรเลือกหุ้นที่ปล่อยสินเชื่อเยอะยิ่งดี คิดแบบดีถูกป่าว?
รายได้หลักของธนาคาร คือ Nim = Net interest margin = ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ
ธนาคาไหนมีเยอะ แสดงว่ากำไรน่าจะสูง เท่ากับปล่อยสินเชื่อสูง แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าสินเชื่อที่ปล่อยเป็นการให้สำหรับลูกค้าชั้นดีหรือไม่
และการปล่อยสินเชื่อจะ peek มากๆ ในไตรมาส 4 เนื่องจากช่วงนั้นจะเป็นช่วง build การปล่อยสินเชื่อเพื่อเร่งผลิต เร่งยอดขาย ของแต่ละอุตสาหกรรมสำหรับปีหน้า ดังนั้นการเลือกหุ้นธนาคารในช่วงนั้นก็น่าสนใจ และแถมปลายปี (ปลายปีจริงๆ แถวๆ เกือบๆ ปีใหม่) ช่วงนั้นยังมีเงินลงทุนพวกกองทุน LTF ,RTF เข้ามาอีก ยิ่งทำให้น่าสนใจสำหรับการลงทุนในกลุ่มนี้
ซึ่งรายได้อีกส่วนหนึ่งของธนาคารก็คือเรื่องค่าธรรมเนียม ซึ่งเราสามารถตัดเรื่องค่าธรรมเนียมไปได้เลย เพราะเป็นส่วนที่น้อยนิด แต่ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกันที่ธนาคารเป็นคนขาย เนื่องจากจะได้เรื่อยๆ
ดังนั้นเลือกหุ้นธนาคาร ควรเลือกหุ้นที่ปล่อยสินเชื่อเยอะยิ่งดี คิดแบบดีถูกป่าว?
ป้ายกำกับ:
ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ,
หุ้นธนาคาร,
Net interest margin,
Nim
ศึกษาดุลการชำระเงิน
ศึกษาดุลการชำระเงิน
ดุลการชำระเงิน = ดุลที่เงินไหลเข้าประเทศ ยิ่งเป็น + = แสดงว่าเงินต่างประเทศไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งกระทบการส่งออก ดังนั้นการเลือกหุ้นส่งออกควรที่จะดูงบดุลระดับมหภาคด้วย
บัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า(=ส่งออก - นำเข้า) + ดุลบริการ(=การท่องเที่ยว) *สำคัญมากเพราะเป็นบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในการชำระเงิน ถ้าหากเป็น + แสดงว่าค่าเงินจะแข็ง
บัญชีเงินโอน/รับบริจาค = บริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในต่างประเทศ และโอนปันผลให้บริษัทแม่ ทำให้ยอดเงินเข้าประเทศที่เป็นประเทศแม่
ซึ่งแน่นอนถ้าหากเรื่องดุลการชำระเงินของประเทศไหนเป็นบวกมากๆ ก็ย่อมทำให้อีกประเทศต้องขาดดุลการชำระเงิน ตัวอย่างเช่น อเมริกา กรีซ และยุโรปที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ขาดดุลการชำระเงิน และประเทศที่ดุลการชำระเงินที่เห็นได้ชัดคือ จีน ซึ่งทางประเทศธุรกิจก็ยังเน้นการส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีการตรึงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่า ซึ่งขัดกลับหลักที่ว่า เพราะจีนได้ประโยชน์จากการส่งออกเป็นจำนวนมาก และยังได้เปรียบจากค่าเงินอีก ดังนั้นจึงเป็นที่มาให้ประเทศฝั่งยุโรปกดดันให้จีนแข็งค่าเงินหยวน เพื่อให้เป็นไปตามกลไกของค่าเงิน
ดังนั้นการลงทุนควรจะมองระดับมหภาคด้วยนะครับ
ดุลการชำระเงิน = ดุลที่เงินไหลเข้าประเทศ ยิ่งเป็น + = แสดงว่าเงินต่างประเทศไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งกระทบการส่งออก ดังนั้นการเลือกหุ้นส่งออกควรที่จะดูงบดุลระดับมหภาคด้วย
ดุลการชำระเงิน = บัญชีเดินสะพัด + บัญชีเงินโอน/รับบริจาค + บัญชีทุน
บัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า(=ส่งออก - นำเข้า) + ดุลบริการ(=การท่องเที่ยว) *สำคัญมากเพราะเป็นบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในการชำระเงิน ถ้าหากเป็น + แสดงว่าค่าเงินจะแข็ง
บัญชีเงินโอน/รับบริจาค = บริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในต่างประเทศ และโอนปันผลให้บริษัทแม่ ทำให้ยอดเงินเข้าประเทศที่เป็นประเทศแม่
ซึ่งแน่นอนถ้าหากเรื่องดุลการชำระเงินของประเทศไหนเป็นบวกมากๆ ก็ย่อมทำให้อีกประเทศต้องขาดดุลการชำระเงิน ตัวอย่างเช่น อเมริกา กรีซ และยุโรปที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ขาดดุลการชำระเงิน และประเทศที่ดุลการชำระเงินที่เห็นได้ชัดคือ จีน ซึ่งทางประเทศธุรกิจก็ยังเน้นการส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีการตรึงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่า ซึ่งขัดกลับหลักที่ว่า เพราะจีนได้ประโยชน์จากการส่งออกเป็นจำนวนมาก และยังได้เปรียบจากค่าเงินอีก ดังนั้นจึงเป็นที่มาให้ประเทศฝั่งยุโรปกดดันให้จีนแข็งค่าเงินหยวน เพื่อให้เป็นไปตามกลไกของค่าเงิน
ดังนั้นการลงทุนควรจะมองระดับมหภาคด้วยนะครับ
ป้ายกำกับ:
ค่าเงินบาท,
ดุลการชำระเงิน,
บัญชีเดินสะพัด,
ศึกษาดุลการชำระเงิน
วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ความหมายของ Ratio ที่สำคัญๆ
ความหมายของ Ratio ที่สำคัญๆ
1]current ratio(อัตราส่วนทุนหมุนเวียน)=ทรัพย์สินหมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน
=ใช้เพื่อดูความคล่องตัวทางการเงินของบริษัท ค่ายิ่งมากยิ่งดี ถ้าค่าที่ได้น้อยกว่า1 แสดงว่ามีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
2]quick ratio(อัตราส่วนหมุนเร็ว)=(เงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น+ลูกหนี้การค้า)/หนี้สินหมุนเวียน
=ใช้เพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินเหมือนcurrent ratioแต่จะเข้มข้นกว่าเพราะไม่ได้เอาสินค้าคงเหลือมารวมด้วย เพราะบางบริษัทอาจมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากที่ตกรุ่น กว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้กินเวลานานหรือไม่ได้ราคา
3]account receivable turnover(อัตราการหมุนของลูกหนี้)= 2*ยอดขาย/(ลูกหนี้การค้าต้นงวด+ลูกหนี้การปลาย)
=ค่ายิ่งมากยิ่งดี เป็นการดูว่างวดบัญชีหนึ่งๆยอดขายที่เห็นเป็นการจ่ายหนี้ทั้งหมดกี่รอบ
4]days receive(ระยะเวลาเก็บหนี้)=365/อัตราการหมุนของลูกหนี้
=ใช้คู่กับaccount receivable turnoverเพื่อดูการบริหารลูกหนี้ของบริษัท ควรดูนโยบายของบรษัทก่อนว่าอุตสาหกรรมแบบนี้ควรให้เครดิตลูกหนี้กี่วัน แล้วลองเอามาดูกับบริษัทที่เราสนใจ เช่น คู่แข่งกับเรายอดขายเท่าๆกัน แต่คู่แข่งให้เครดิต30วัน เราให้90วัน กว่าเราจะได้เก็บหนี้ก็คางเหลืองพอดี
5]inventory turnnover(อัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ)=2*ต้นทุนการขาย/(สินค้าคงเหลือ ต้นงวด+สินค้าคงเหลือปลายงวด)
=
5.1)เป็นการดูว่าอัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือเป็นอย่างไร สินค้าได้รับความนิยมแค่ไหน ถ้าค่านี้มากแสดงว่าบริษัทมีการหมุนเวียนของสต๊อกสินค้าเร็วสั่งวัถุดิบเข้า มาก็แปรรูปขายไปหมด ต้องสั่งlotใหม่เรื่อยๆ ค่าของinventory turnnoverจะบอกว่างวดบัญชีที่ศึกษามีการหมุนเวียนของสินค้ากี่รอบ (แต่ควรจะเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น พวกอสังหากว่าจะปลูกบ้านจนขาย อาจใช้เวลา1-2ปี แต่พวกอาหารอาจใช้เวลาน้อยกว่ามาก รอบจึงอาจจะถี่กว่า)
5.2)ถ้าเป็นค่าต่ำๆ(ต่ำกว่า1ลงมา)แสดงว่ามีการสต๊อกวัตถุดิบไว้มากกว่า ยอดขาย อาจเกิดความเสี่ยงที่วัตถุดิบจะด้อยค่า หรือตกรุ่นไปเลย แต่จะใช้ไม่ได้กับพวกที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เช่นน้ำมัน การมีสต๊อกเป็นจำนวนมากอาจกลับกลายเป็นข้อดีเพราะซื้อมาในราคาที่ต่ำ ในขณะที่ราคาตลาดปรับตัวขึ้น
6]inventory days(ระยะเวลาขายสินค้า)=365/อัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ
=ระยะเวลาจากนำวัตถุดิบเข้ามาจนแปรรูปขายออกไปเฉลี่ยกี่วัน
7]interest coverage ratio(ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย)=กำไรก่อนหักดอกเบี้ย/ดอกเบี้ย
=ความ สามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ถ้านัอยกว่า1แสดงว่ากำไรได้มา จ่ายดอกเบี้ยยังไม่พอ บริษัทแบบนี้ก็ไม่ต้องไปยุ่งมัน
8]payable turnover(อัตรการหมุนเวียนเจ้าหนี้)=2*ต้นทุนการขาย/(เจ้าหนี้การค้าต้นงวด +เจ้าหนี้การค้าปลายงวด)
=ดูว่าวัตถุดิบทั้งหมดที่ซื้อเข้ามาในงวดบัญชีนั้น เราแบ่งจ่ายเงินเจ้าหนี้ไปกี่รอบ ยิ่งน้อยยิ่งดี
9]payable payment period(ระยะเวลาจ่ายหนี้)=365/อัตรการหมุนเวียนเจ้าหนี้
=ระยะเวลาที่เจ้า หนี้ให้เครดิตเรา ยิ่งมากยิ่งดีเพราะการเป็นหนี้แบบนี้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ทำให้สามารถเอาเงินมาหมุนก่อนได้
10]fixed asset turnover(อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร)=2*รายได้จากการขาย/(ที่ดิน ,อาคาร,อุปกรณ์ต้นงวด+ปลายงวด)
=เป็นการเปรียบเทียบยอดขายกับสินทรัพย์ถาวร ถ้ามีค่ามากๆจะบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สินถาวรสร้างยอดขาย
11]gross profit margin(อัตรากำไรขั้นต้น)=กำไรขั้นต้น/ยอดขาย
=ดูว่ากำไรขั้นต้นเป็นกี่เท่าของยอดขาย
12]net profit margin(อัตรากำไรสุทธิ)=(กำไรขั้นต้น-ดอกเบี้ย-ภาษีจ่าย-ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย)/ยอดขาย
=กำไรสุทธิเป็นกี่เท่าของยอดขาย
13]debt to equity ratio=หนี้สิน/ทุน
=จากสมการสินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน ถ้าd/e=1แสดงว่า สินทรัพย์100บาทมีหนี้50ทุน50 บริษัทไหนมีค่านี้ต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในยามเกิดวิกฤตเศษฐกิจ
1]current ratio(อัตราส่วนทุนหมุนเวียน)=ทรัพย์สินหมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน
=ใช้เพื่อดูความคล่องตัวทางการเงินของบริษัท ค่ายิ่งมากยิ่งดี ถ้าค่าที่ได้น้อยกว่า1 แสดงว่ามีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
2]quick ratio(อัตราส่วนหมุนเร็ว)=(เงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น+ลูกหนี้การค้า)/หนี้สินหมุนเวียน
=ใช้เพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินเหมือนcurrent ratioแต่จะเข้มข้นกว่าเพราะไม่ได้เอาสินค้าคงเหลือมารวมด้วย เพราะบางบริษัทอาจมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากที่ตกรุ่น กว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้กินเวลานานหรือไม่ได้ราคา
3]account receivable turnover(อัตราการหมุนของลูกหนี้)= 2*ยอดขาย/(ลูกหนี้การค้าต้นงวด+ลูกหนี้การปลาย)
=ค่ายิ่งมากยิ่งดี เป็นการดูว่างวดบัญชีหนึ่งๆยอดขายที่เห็นเป็นการจ่ายหนี้ทั้งหมดกี่รอบ
4]days receive(ระยะเวลาเก็บหนี้)=365/อัตราการหมุนของลูกหนี้
=ใช้คู่กับaccount receivable turnoverเพื่อดูการบริหารลูกหนี้ของบริษัท ควรดูนโยบายของบรษัทก่อนว่าอุตสาหกรรมแบบนี้ควรให้เครดิตลูกหนี้กี่วัน แล้วลองเอามาดูกับบริษัทที่เราสนใจ เช่น คู่แข่งกับเรายอดขายเท่าๆกัน แต่คู่แข่งให้เครดิต30วัน เราให้90วัน กว่าเราจะได้เก็บหนี้ก็คางเหลืองพอดี
5]inventory turnnover(อัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ)=2*ต้นทุนการขาย/(สินค้าคงเหลือ ต้นงวด+สินค้าคงเหลือปลายงวด)
=
5.1)เป็นการดูว่าอัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือเป็นอย่างไร สินค้าได้รับความนิยมแค่ไหน ถ้าค่านี้มากแสดงว่าบริษัทมีการหมุนเวียนของสต๊อกสินค้าเร็วสั่งวัถุดิบเข้า มาก็แปรรูปขายไปหมด ต้องสั่งlotใหม่เรื่อยๆ ค่าของinventory turnnoverจะบอกว่างวดบัญชีที่ศึกษามีการหมุนเวียนของสินค้ากี่รอบ (แต่ควรจะเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น พวกอสังหากว่าจะปลูกบ้านจนขาย อาจใช้เวลา1-2ปี แต่พวกอาหารอาจใช้เวลาน้อยกว่ามาก รอบจึงอาจจะถี่กว่า)
5.2)ถ้าเป็นค่าต่ำๆ(ต่ำกว่า1ลงมา)แสดงว่ามีการสต๊อกวัตถุดิบไว้มากกว่า ยอดขาย อาจเกิดความเสี่ยงที่วัตถุดิบจะด้อยค่า หรือตกรุ่นไปเลย แต่จะใช้ไม่ได้กับพวกที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เช่นน้ำมัน การมีสต๊อกเป็นจำนวนมากอาจกลับกลายเป็นข้อดีเพราะซื้อมาในราคาที่ต่ำ ในขณะที่ราคาตลาดปรับตัวขึ้น
6]inventory days(ระยะเวลาขายสินค้า)=365/อัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ
=ระยะเวลาจากนำวัตถุดิบเข้ามาจนแปรรูปขายออกไปเฉลี่ยกี่วัน
7]interest coverage ratio(ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย)=กำไรก่อนหักดอกเบี้ย/ดอกเบี้ย
=ความ สามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ถ้านัอยกว่า1แสดงว่ากำไรได้มา จ่ายดอกเบี้ยยังไม่พอ บริษัทแบบนี้ก็ไม่ต้องไปยุ่งมัน
8]payable turnover(อัตรการหมุนเวียนเจ้าหนี้)=2*ต้นทุนการขาย/(เจ้าหนี้การค้าต้นงวด +เจ้าหนี้การค้าปลายงวด)
=ดูว่าวัตถุดิบทั้งหมดที่ซื้อเข้ามาในงวดบัญชีนั้น เราแบ่งจ่ายเงินเจ้าหนี้ไปกี่รอบ ยิ่งน้อยยิ่งดี
9]payable payment period(ระยะเวลาจ่ายหนี้)=365/อัตรการหมุนเวียนเจ้าหนี้
=ระยะเวลาที่เจ้า หนี้ให้เครดิตเรา ยิ่งมากยิ่งดีเพราะการเป็นหนี้แบบนี้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ทำให้สามารถเอาเงินมาหมุนก่อนได้
10]fixed asset turnover(อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร)=2*รายได้จากการขาย/(ที่ดิน ,อาคาร,อุปกรณ์ต้นงวด+ปลายงวด)
=เป็นการเปรียบเทียบยอดขายกับสินทรัพย์ถาวร ถ้ามีค่ามากๆจะบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สินถาวรสร้างยอดขาย
11]gross profit margin(อัตรากำไรขั้นต้น)=กำไรขั้นต้น/ยอดขาย
=ดูว่ากำไรขั้นต้นเป็นกี่เท่าของยอดขาย
12]net profit margin(อัตรากำไรสุทธิ)=(กำไรขั้นต้น-ดอกเบี้ย-ภาษีจ่าย-ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย)/ยอดขาย
=กำไรสุทธิเป็นกี่เท่าของยอดขาย
13]debt to equity ratio=หนี้สิน/ทุน
=จากสมการสินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน ถ้าd/e=1แสดงว่า สินทรัพย์100บาทมีหนี้50ทุน50 บริษัทไหนมีค่านี้ต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในยามเกิดวิกฤตเศษฐกิจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)