หน้าแรก

ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เริ่มต้นกับหุ้นกลุ่มพลังงาน ตอนที่ 1

เริ่มต้นกับหุ้นกลุ่มพลังงาน ตอนที่ 1

Value ของกลุ่มพลังงานจะอยู่ประมาณ 80% ของตลาดหุ้นในประเทศไทย ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น
1. น้ำมัน  ยังแบ่งออกเป็น
  • ต้นน้ำ = สำรวจและค้นหา( pttep เจ้าเดียว )
  • ผลิต = โรงกลั่น ( top, irpc, bcp, esso ฯลฯ ) 
    การกลั่นยังแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ โรงกลั่นแบบธรรมดา ( bcp ) กับ โรงกลั่นแบบ complex ( top ) ซึ่งการกลั่นแบบ complex จะสามารถกลั่นน้ำมันดิบ มาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้มากกว่า เนื่องจากสามารถนำกากที่เหลือมากลั่นเพิ่มได้ จึงทำให้ยอดผลผลิตสูงกว่า
ค่า spread  คือ ราคาขายน้ำมันหน้าร้าน - ราคาต้นทุนน้ำมันดิบ

ค่าการกลั่น คือ ค่ากำไรของการกลั่นน้ำมันดิบ เป็นน้ำมันสำเร็จรูป ยิ่งสูง (ได้จำนวนเยอะๆ ) แสดงว่ากำไรยิ่งสูง


2.ถ่านหิน ยังแบ่งออกเป็น
  • มีเหมืองของตัวเอง = banpu , lanna
  • นำเข้าเป็นหลัก = age, earth, ums
ไม่่ค่อยมีตลาดซื้อล่วงหน้า ดังนั้นจะเป็นลักษณะซื้อขายระยะยาว

3. กลุ่มแปรรูป เช่น gunkul ,ai





4. พวกสาธารณูปโภค เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า , น้ำประปา



ใช้ DCF กับ EBITDA ในการเลือกหุ้น และวิเคราะห์มูลค่า

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Nim = Net interest margin ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ กับ หุ้นธนาคาร

Nim = Net interest margin ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ กับ หุ้นธนาคาร

รายได้หลักของธนาคาร คือ Nim = Net interest margin = ส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ
ธนาคาไหนมีเยอะ แสดงว่ากำไรน่าจะสูง เท่ากับปล่อยสินเชื่อสูง แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าสินเชื่อที่ปล่อยเป็นการให้สำหรับลูกค้าชั้นดีหรือไม่

และการปล่อยสินเชื่อจะ peek มากๆ ในไตรมาส 4 เนื่องจากช่วงนั้นจะเป็นช่วง build การปล่อยสินเชื่อเพื่อเร่งผลิต เร่งยอดขาย ของแต่ละอุตสาหกรรมสำหรับปีหน้า ดังนั้นการเลือกหุ้นธนาคารในช่วงนั้นก็น่าสนใจ และแถมปลายปี (ปลายปีจริงๆ แถวๆ เกือบๆ ปีใหม่) ช่วงนั้นยังมีเงินลงทุนพวกกองทุน LTF ,RTF เข้ามาอีก ยิ่งทำให้น่าสนใจสำหรับการลงทุนในกลุ่มนี้

ซึ่งรายได้อีกส่วนหนึ่งของธนาคารก็คือเรื่องค่าธรรมเนียม ซึ่งเราสามารถตัดเรื่องค่าธรรมเนียมไปได้เลย เพราะเป็นส่วนที่น้อยนิด แต่ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกันที่​ธนาคารเป็นคนขาย เนื่องจากจะได้เรื่อยๆ

ดังนั้นเลือกหุ้นธนาคาร ควรเลือกหุ้นที่ปล่อยสินเชื่อเย​อะยิ่งดี คิดแบบดีถูกป่าว?

ศึกษาดุลการชำระเงิน

ศึกษาดุลการชำระเงิน
ดุลการชำระเงิน = ดุลที่เงินไหลเข้าประเทศ ยิ่งเป็น + = แสดงว่าเงินต่างประเทศไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งกระทบการส่งออก ดังนั้นการเลือกหุ้นส่งออกควรที่จะดูงบดุลระดับมหภาคด้วย

ดุลการชำระเงิน = บัญชีเดินสะพัด + บัญชีเงินโอน/รับบริจาค + บัญชีทุน

บัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า(=ส่งออก - นำเข้า) + ดุลบริการ(=การท่องเที่ยว) *สำคัญมากเพราะเป็นบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในการชำระเงิน ถ้าหากเป็น + แสดงว่าค่าเงินจะแข็ง

บัญชีเงินโอน/รับบริจาค = บริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในต่างประเทศ และโอนปันผลให้บริษัทแม่ ทำให้ยอดเงินเข้าประเทศที่เป็นประเทศแม่

ซึ่งแน่นอนถ้าหากเรื่องดุลการชำระเงินของประเทศไหนเป็นบวกมากๆ ก็ย่อมทำให้อีกประเทศต้องขาดดุลการชำระเงิน ตัวอย่างเช่น อเมริกา กรีซ และยุโรปที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ขาดดุลการชำระเงิน และประเทศที่ดุลการชำระเงินที่เห็นได้ชัดคือ จีน ซึ่งทางประเทศธุรกิจก็ยังเน้นการส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีการตรึงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่า ซึ่งขัดกลับหลักที่ว่า เพราะจีนได้ประโยชน์จากการส่งออกเป็นจำนวนมาก และยังได้เปรียบจากค่าเงินอีก ดังนั้นจึงเป็นที่มาให้ประเทศฝั่งยุโรปกดดันให้จีนแข็งค่าเงินหยวน เพื่อให้เป็นไปตามกลไกของค่าเงิน

ดังนั้นการลงทุนควรจะมองระดับมหภาคด้วยนะครับ

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความหมายของ Ratio ที่สำคัญๆ

ความหมายของ Ratio ที่สำคัญๆ

1]current ratio(อัตราส่วนทุนหมุนเวียน)=ทรัพย์สินหมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน
=ใช้เพื่อดูความคล่องตัวทางการเงินของบริษัท ค่ายิ่งมากยิ่งดี ถ้าค่าที่ได้น้อยกว่า1 แสดงว่ามีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

2]quick ratio(อัตราส่วนหมุนเร็ว)=(เงินสด+เงินลงทุนระยะสั้น+ลูกหนี้การค้า)/หนี้สินหมุนเวียน
=ใช้เพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินเหมือนcurrent ratioแต่จะเข้มข้นกว่าเพราะไม่ได้เอาสินค้าคงเหลือมารวมด้วย เพราะบางบริษัทอาจมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากที่ตกรุ่น กว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้กินเวลานานหรือไม่ได้ราคา

3]account receivable turnover(อัตราการหมุนของลูกหนี้)= 2*ยอดขาย/(ลูกหนี้การค้าต้นงวด+ลูกหนี้การปลาย)
=ค่ายิ่งมากยิ่งดี เป็นการดูว่างวดบัญชีหนึ่งๆยอดขายที่เห็นเป็นการจ่ายหนี้ทั้งหมดกี่รอบ

4]days receive(ระยะเวลาเก็บหนี้)=365/อัตราการหมุนของลูกหนี้
=ใช้คู่กับaccount receivable turnoverเพื่อดูการบริหารลูกหนี้ของบริษัท ควรดูนโยบายของบรษัทก่อนว่าอุตสาหกรรมแบบนี้ควรให้เครดิตลูกหนี้กี่วัน แล้วลองเอามาดูกับบริษัทที่เราสนใจ เช่น คู่แข่งกับเรายอดขายเท่าๆกัน แต่คู่แข่งให้เครดิต30วัน เราให้90วัน กว่าเราจะได้เก็บหนี้ก็คางเหลืองพอดี

5]inventory turnnover(อัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ)=2*ต้นทุนการขาย/(สินค้าคงเหลือ ต้นงวด+สินค้าคงเหลือปลายงวด)
=
5.1)เป็นการดูว่าอัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือเป็นอย่างไร สินค้าได้รับความนิยมแค่ไหน ถ้าค่านี้มากแสดงว่าบริษัทมีการหมุนเวียนของสต๊อกสินค้าเร็วสั่งวัถุดิบเข้า มาก็แปรรูปขายไปหมด ต้องสั่งlotใหม่เรื่อยๆ ค่าของinventory turnnoverจะบอกว่างวดบัญชีที่ศึกษามีการหมุนเวียนของสินค้ากี่รอบ (แต่ควรจะเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น พวกอสังหากว่าจะปลูกบ้านจนขาย อาจใช้เวลา1-2ปี แต่พวกอาหารอาจใช้เวลาน้อยกว่ามาก รอบจึงอาจจะถี่กว่า)

5.2)ถ้าเป็นค่าต่ำๆ(ต่ำกว่า1ลงมา)แสดงว่ามีการสต๊อกวัตถุดิบไว้มากกว่า ยอดขาย อาจเกิดความเสี่ยงที่วัตถุดิบจะด้อยค่า หรือตกรุ่นไปเลย แต่จะใช้ไม่ได้กับพวกที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เช่นน้ำมัน การมีสต๊อกเป็นจำนวนมากอาจกลับกลายเป็นข้อดีเพราะซื้อมาในราคาที่ต่ำ ในขณะที่ราคาตลาดปรับตัวขึ้น

6]inventory days(ระยะเวลาขายสินค้า)=365/อัตรการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ
=ระยะเวลาจากนำวัตถุดิบเข้ามาจนแปรรูปขายออกไปเฉลี่ยกี่วัน

7]interest coverage ratio(ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย)=กำไรก่อนหักดอกเบี้ย/ดอกเบี้ย
=ความ สามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ถ้านัอยกว่า1แสดงว่ากำไรได้มา จ่ายดอกเบี้ยยังไม่พอ บริษัทแบบนี้ก็ไม่ต้องไปยุ่งมัน

8]payable turnover(อัตรการหมุนเวียนเจ้าหนี้)=2*ต้นทุนการขาย/(เจ้าหนี้การค้าต้นงวด +เจ้าหนี้การค้าปลายงวด)
=ดูว่าวัตถุดิบทั้งหมดที่ซื้อเข้ามาในงวดบัญชีนั้น เราแบ่งจ่ายเงินเจ้าหนี้ไปกี่รอบ ยิ่งน้อยยิ่งดี

9]payable payment period(ระยะเวลาจ่ายหนี้)=365/อัตรการหมุนเวียนเจ้าหนี้
=ระยะเวลาที่เจ้า หนี้ให้เครดิตเรา ยิ่งมากยิ่งดีเพราะการเป็นหนี้แบบนี้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ทำให้สามารถเอาเงินมาหมุนก่อนได้

10]fixed asset turnover(อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวร)=2*รายได้จากการขาย/(ที่ดิน ,อาคาร,อุปกรณ์ต้นงวด+ปลายงวด)
=เป็นการเปรียบเทียบยอดขายกับสินทรัพย์ถาวร ถ้ามีค่ามากๆจะบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สินถาวรสร้างยอดขาย

11]gross profit margin(อัตรากำไรขั้นต้น)=กำไรขั้นต้น/ยอดขาย
=ดูว่ากำไรขั้นต้นเป็นกี่เท่าของยอดขาย

12]net profit margin(อัตรากำไรสุทธิ)=(กำไรขั้นต้น-ดอกเบี้ย-ภาษีจ่าย-ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย)/ยอดขาย
=กำไรสุทธิเป็นกี่เท่าของยอดขาย

13]debt to equity ratio=หนี้สิน/ทุน
=จากสมการสินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน ถ้าd/e=1แสดงว่า สินทรัพย์100บาทมีหนี้50ทุน50 บริษัทไหนมีค่านี้ต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในยามเกิดวิกฤตเศษฐกิจ

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นโยบายภาครัฐ กับหุ้น Top pick

นโยบายภาครัฐ กับหุ้น Top pick

รถไฟฟ้า, รถไฟรางคู่เชื่อมต่อบริเวณชานเมือง, รถไฟความเร็วสูง, ขยายแอร์พอร์ตลิงค์,ทำเขื่อนกั้นน้ำทะเลไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ

+ กลุ่มธนาคาร: ความต้องการสินเชื่อโครงการมีมากขึ้น BBL, KTB
ตอบ มอง KTB เป็นนัยสำคัญสำหรับการปล่อยสินเชื่อของรัฐที่อาจจะมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าการที่ภาครัฐจะทำเมกะโปรเจคอะไรสักอย่าง การดำเนินการคงไ่ม่ได้เร็วสักเท่าไร อย่างไรก็ต้องมองพื้นฐานของแบงค์เป็นหลัก ควรปล่อยสินเชื่ออื่นๆ กับลูกค้าชั้นดีอย่างระมัดระวังด้วย และไม่ใช่จะรอเพื่อปล่อยกับงานของรัฐเพียงอย่างเดียว

+ กลุ่มเหล็ก: เพิ่มความต้องการเหล็กสำหรับการก่อสร้าง BSBM
ตอบ ไม่ได้ศึกษาสำหรับกลุ่มนี้เลย แต่ถ้าหากมีการพัฒนาสาธารณูปโภคจริงๆ ก็คงไม่พ้นตัวนี้กระมั้ง แต่อย่าลืมการประมูลใดๆ ก็ตาม มีเข้านอกออกในเสมอสำหรับประเทศไทย

+ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: โครงการรอประมูลมากขึ้น STEC
ตอบ อันนี้ก็คงเหมือนกลุ่มด้านบน การประมูลในส่วนของราคาที่ต่ำสุด เพื่อให้ได้ประมูลโครงการต่างๆ เสมือนเป็นการปิดรายได้ของงานประมูลนั้นๆ ไปเลย และระยะเวลาในการก่อสร้างแต่ละอย่างกินเวลานาน รายได้ที่รับรู้จริงๆ ก็คงใ้ช้เวลานานพอควร ดังนั้นคนที่เล่นกลุ่มนี้อย่างไรก็คงต้องระมัดระวังเรื่องการปั่นราคา ก่อนการประมูลและทุบหลังจากข่าวการประมูลนั่นเบาลงไป และราคาหุ้นก็จะวิ่งหาราคาพื้นฐานของตัวมันเอง

+ กลุ่มปูนซิเมนต์: กิจกรรมก่อสร้างมากขึ้น การใช้ปูนซิเมนต์เพิ่มขึ้น SCC, SCCC
ตอบ พื้นฐานชัดเจน ประเทศไทยยังต้องพัฒนาสาธารณูปโภคอีกเยอะอย่างไรหลายได้คงเข้ามาอีกเรื่อยๆ มองยาวๆ สำหรับตัวนี้ แต่ก็อาจจะนานอีกหลายร้อยปี ที่ประเทศเราจะเจริญเท่าเพื่อนบ้าน เพราะพวกเรายังคงกินกันไม่เลือกอยู่ดี

+/- กลุ่มขนส่งทางบก: เป็นบวกกับ BMCL และ BTS จาก BTS ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกัน ทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นและการประมูลผู้บริหารการเดินรถและซ่อม บำรุง (O&M) แต่จะเป็นลบกับ BECL ผู้ใช้ทางด่วนอาจหันไปใช้ระบบรถไฟฟ้า
ตอบ ถ้าหากจะให้ระบบรถไฟฟ้าใช้บริการครั้งละ 20 บาทจริงๆ ขึ้นมาหล่ะก้อ ผลลัพธ์คงไม่ต่างอะไรกับรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน ที่รถร่วมต้องออกมาบ่นเสมอๆ ไป

คืนภาษีและเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก, คืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถคันแรก

+ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย: เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อบ้าน AP, PS, SPALI
ตอบ นโยบายเพิ่มหนี้ให้กับประชาชนจริงๆ เหอะๆ แต่ตอนนี้ผมมองๆว่า คอนโดเริ่มแผ่วแล้วนะ ดูจากบางโครงการที่เลื่อนเวลาในการออกมาขาย และเลื่อนเวลาในการสร้างอยู่หลายโครงการ

+ กลุ่มยานยนต์: ช่วยกระตุ้นอุปสงค์รถยนต์ SAT
ตอบ มองไปทางไหน คนไทยก็รวยนะ (รวยแต่มีหนี้กันเยอะกระมั้ง 555) เนื่องจากมองไปทางไหนก็เป็นแต่รถป้ายแดงกันเยอะแยะไปหมด

+ กลุ่มขนส่ง: ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนมากขึ้น จากรถใหม่ที่เพิ่มขึ้น
ตอบ  อันนี้ก็วัดจากกลุ่มด้านบน ซึ่งผมมองว่ารถไฟฟ้าคงอีกหลายปี ที่จะมาทำให้คนกรุงเิลิกใช้ทางด่วน และอย่าลืมเดี๋ยวนี้คนซื้อบ้านย่านชานเมืองกันมากขึ้นเยอะ (ก็มันถูกกว่านี่หน่า)

+ กลุ่ม Consumer Finance: รับประโยชน์การขยายตัวของ KK สินเชื่อตามความต้องการที่มากขึ้น
ตอบ  ผมมองตัว kcar และ tk  เพิ่มเติม เนื่องจากรากหญ้าได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐ ก็คงไม่พ้นได้อวดมอเตอร์ไซค์คันใหม่กันให้วุ่น และ KK ยังไม่ถึงกลุ่มรากหญ้าสักเท่าไร

ทำสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็น Hub, ยกเว้นวีซ่าให้กับประเทศตะวันออกกลาง-ญี่ปุ่น

+ กลุ่มขนส่งทางอากาศ: AOT และ THAI จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น AOT
ตอบ อันนี้ขึ้นอยู่กับสัมปทานจริงๆ แต่ถ้าหากการเมืองไทยบ้านเราสงบขึ้นมาจริงๆ ไม่มีคลื่นใต้น้ำ ไม่มีอำนาจมืด การท่องเที่ยงคงกลับมา และคงเริ่มประกาศตัวเองเป็น amazing thailand อีกรอบ


จบปริญญาตรีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท, ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, เงินกองทุนหมู่บ้าน

+ กลุ่มพาณิชย์: เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้า BIGC, CPALL,เป้าหมายของห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้า HMPRO
ตอบ ได้ประโยชน์จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น คนก็ใช้สอยกันมากขึ้น ประเทศเราคงต้องพึ่งการบริโภคภายในประเทศแทน ภาคส่งออก เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขาเงินบาทที่แข็ง และเงินทุนยังคงไหลเข้า


+ กลุ่มยานยนต์: แม้ต้นทุนของผู้ผลิตจะสูงขึ้น แต่กำลังซื้อ STANLY, LHKของผู้บริโภคจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถจักรยานยนต์
ตอบ  มุมมองเหมือนด้านบน

+ กลุ่ม Consumer Finance: ผลักดันการใช้จ่ายมากขึ้น SINGER, TK
ตอบ มุมมองเหมือนด้านบน

- กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: ต้นทุนก่อสร้างโดยเฉพาะค่าแรงอาจเพิ่มแต่สัดส่วนวัสดุก่อสร้าง น่าจะสูงกว่าทำให้ผลกระทบไม่มาก
ตอบ มุมมองเหมือนด้านบน

- กลุ่มแฟชั่น: ค่าแรงเพิ่มขึ้น
ตอบ ผมว่ากระทบมากกว่านะ อย่างไรๆ ต้นทุนค่าแรงก็เพิ่มขึ้น กลุ่มนี้ก็อาจจะได้ผลกระทบพอสมควร ได้เมื่อสายการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นคนชั้นแรงงานอยู่

- กลุ่มเกษตรและอาหาร และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์:ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นราว 1-2%
 ตอบ ปัจจัยลบจริงๆ อย่างไรก็ควรต้องมองหุ้นที่ค่าแรงปัจจุบันนั่นเกินค่าแรงขั้นต่ำไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น delta แต่อย่าลืมถึงแม้ค่าแรงจะเกินค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว แต่คนอื่นๆ เค้าได้เพิ่มขึ้น และพวกเราจะไม่ได้เพิ่มกันบ้างหรือ??

One Tablet PC per child, Free WIFI ในที่สาธารณะ

+ ขึ้นกับการใช้บริการ Mobile Internet, Wifi ของค่ายใด ADVANC, DTAC (เช่น ADVANC, DTAC, TRUE, TTTBB)
ตอบ จากมุมมองตอนนี้ จากสิ่งที่เห็นจากคนรอบข้าง จากการติด bb , iphone , social network จึงทำให้คิดว่าคนไทยบริโภคนิยมการใช้งาน internet ไม่ว่าจะ facebook หรือ twitter หรือข่าวสาร online กันมากกว่านิยมบริโภคอาหารไปแล้วนะ เพราะแม้แต่ตอนกินข้าว หรือไปเที่ยวที่ไหนก็เปิดใช้งาน internet อยู่ตลอดเวลาจริงๆ กลุ่มนี้อย่างไรยังมองว่ายังเติบโตได้อีกและจากการสำรวจที่คนไทยทั้งประเทศที่ยังใช้งาน internet และ computer เพียงราวๆ 20-30% เอง อ้าวยังโตได้อีกเยอะ

+ กลุ่มสื่อสาร: เฉพาะกลุ่มวางระบบสารสนเทศ AIT
ตอบ มองกลุ่มที่ได้สัมปทานจากรัฐ และมีความสนิทสนมกัีบภาครัฐเป็นพิเศษก็ดี